|
วงศ์ขิง
ZINGIBERACEAE
พญามือเหล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์
Alpinia sandrerae
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
Variegated Ginger
ชื่ออื่นๆ
ขิงด่าง
ลักษณะทั่วไป
ว่านพญามือเหล็ก หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ขิงด่าง
มีลำต้นเป็นหัวอยู่ใต้ดินมีลักษณะคล้ายหัวข่ามีรสเผ็ด มีกลิ่นฉุนกว่าขิง
ใบเป็นใบเดี่ยว ใบยาวคล้ายกับใบขมิ้น ปลายใบแหลมขอบใบเป็นคลื่น
และมีลายสีขาวบนแผ่นใบและขอบใบ ส่วนที่เห็นเป็นลำต้นเหนือดิน คือส่วนของกาบใบที่เรียงตัวซ้อนกันอยู่
กาบใบจะมีสีเขียว โคนกาบใบสีแดงเข้ม
การปลูก
ปลูกในดินปนทรายหรือดินร่วน แต่ถ้าปลูกลงดินโดยไม่ใช้กระถางก็สามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
ว่านจะแตกหน่อหรือแง่งเร็วกว่าการปลูกในกระถาง พรวนดิน แยกแง่งออกปลูกใหม่เป็นระยะๆ
เวลาปลูกให้กลบดินให้เหลือหัวว่านโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อหรือแยกแง่งของว่านมาปลูกใหม่
ความเป็นมงคล
เป็นว่านสิริมงคล เหมาะที่จะปลูกเลี้ยงไว้ในบริเวณบ้านเป็นว่านที่สามารถป้องกันอันตรายต่างๆ
และยังเชื่อกันว่าเป็นว่านที่สามารถป้องกันภูตผีปีศาจต่างๆ ไม่ให้เข้ามาทำร้ายคนในบ้านได้
สมกับชื่อว่า “พญามือเหล็ก”
มหานิยม
ชื่อวิทยาศาสตร์
Kaempferia gibertii.
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
-
ชื่ออื่นๆ
-
ลักษณะทั่วไป
ว่านมหานิยมเป็นว่านที่มีหัวขนาดเล็กและกลมอยู่ใต้ดิน
หัวคล้ายว่านมหากาฬ และคล้ายหัวกระชาย ซึ่งทั้งใบและหัวใช้ปรุงอาหารได้
ใบมีลักษณะคล้ายหูม้า มีขนาดเล็กแต่หนา ก้านใบเป็นก้านสั้นๆ แล้วค่อยๆ
ผายออกเป็นใบ ปลายใบแหลม ริมใบยกและบิดพื้นใบสีเขียว
การปลูก
ว่านมหานิยมเติบโตได้ดีในดินร่วนหรือดินปนทราย
และได้รับน้ำเช้าเย็น ควรให้ว่านได้รับแสงแดดแต่เพียงรำไร หากโดนแดดจัดๆ
จะเฉาตายได้ง่าย
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล
ว่านนี้เชื่อถือว่าเป็นว่านทางเสน่ห์เมตตามหานิยม
หากนำหัวว่านไปรับประทานจะทำให้เป็นคงกระพันชาตรี
มหาเสน่ห์
ชื่อวิทยาศาสตร์
Curcuma spp.
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
-
ชื่ออื่นๆ
ว่านดอกทอง
ลักษณะทั่วไป
ลักษณะเป็นว่านมีหัว รากเป็นเส้นใหญ่ไม่แตกรากฝอย
ลำต้นและใบเหมือนขมิ้น ลำต้นประกอบด้วยกาบของก้านใบหลายกาบซ้อนกัน
ใบรูปใบพาย ปลายใบแหลมโคนใบมนสอบติดก้านใบ พื้นใบสีเขียว เส้นกลางใบสีแดงเข้มหรือแดงเลือดหมู
ส่วนที่เห็นเป็นลำต้นเหนือดินสีแดงเข้มเช่นกัน ลำต้นส่วนที่ฝังอยู่ในดินและหัวเป็นสีขาวหรือขาวอมเขียว
รากเป็นสีน้ำตาล ช่อดอกเป็นกาบเรียวซ้อนสับขวางกันหลายๆ กาบ กาบใบแต่ละกาบมีดอกสีเหลืองทองขนาดเล็ก
กลิ่นหอมเย็น
การปลูก
ควรปลูกว่านด้วยดินปนทรายรดน้ำมากๆ แต่ระวังอย่าให้ดินแฉะ
ควรจัดวางให้ได้รับแสงแดดรำไรบ้างพอสมควร
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล
สรรพคุณใช้ทางเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้ปลูก แต่ไม่นิยมให้มีดอกติดต้นถึงบาน
มักจะเก็บดอกเสียก่อนก่อนที่ดอกจะบาน เพราะเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้กลิ่นดอกว่านต้นนี้แล้วกามราคะในจิตจะกำเริบรุนแรงโดยเฉพาะสตรีเพศ
จึงมีชื่อเรียกว่านต้นนี้อีกอย่างหนึ่งว่า ว่านดอกทอง ดอกของว่านคนหนุ่มสมัยโบราณจึงเสาะแสวงหาเก็บสะสมไว้หุงกับน้ำมันจันทน์
หรือบดรวมกับสีผึ้งสีปาก ใช้น้ำมันทาตัว หรือใช้สีผึ้งสีปาก เมื่อถึงคราวจะต้องไปพบหญิงสาว
สตรีใดต่อคารมด้วย พอได้กลิ่นว่านในน้ำมันหรือสีผึ้ง มักใจอ่อนคล้อยตามได้ง่ายนับเป็นว่านที่เป็นเสน่ห์มหานิยมที่รุนแรงมาก
มหาเมฆ
ชื่อวิทยาศาสตร์
Curcuma acruginosa roxb.
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
-
ชื่ออื่นๆ
-
ลักษณะทั่วไป
เป็นว่านที่มีหัวคล้ายหัวขิงหรือหัวไพล
เนื้อในสีเขียวอ่อน หรือสีม่วงแก่ปนสีฟ้า ส่วนลำต้นจะเป็นสีแดงเข้มหรือสีแดงเลือดหมู
ใบสีเขียวแกนกลางใบออกสีเลือดหมูผ่ากลางไปตลอดจนถึงปลายใบซึ่งมีลักษณะแหลม
โคนใบรีและจะมนเข้าหาก้านใบ ขอบใบบิดเป็นคลื่นเล็กน้อย และมีกาบใบห่อหุ้มลำต้นอยู่
การปลูก
ควรปลูกในดินร่วนปนทรายผสมดินลูกรังแดง
วางให้หัวว่านโผล่พ้นดินขึ้นมาเล็กน้อย เป็นว่านที่ออกจะชอบแสงแดดสักหน่อย
จึงควรให้อยู่กลางแจ้ง
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล
เชื่อกันว่าหากเกิดจันทรุปราคา ให้นำหัวมาปลุกเสกด้วยคาถา
เสกจนพระจันทร์มืดมิด แล้วนำหัวว่านมาทาบตัวจะทำให้ผู้อื่นมองไม่เห็นตัวเรา
และปรารถนาสิ่งใดก็จะสมใจปรารถนา และหากรับประทานหัวก็จะเป็นคงกระพันชาตรี
มหาหงส์
ชื่อวิทยาศาสตร์
Hedychium coronarium.
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
-
ชื่ออื่นๆ
ว่านกระชายเห็น
ลักษณะทั่วไป
ต้นเป็นเง้าอยู่ใต้ดิน คล้ายแง่งข่า มีลำต้นเหนือดิน
เป็นกาบใบที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ กาบ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ปลายใบแหลม
โคนใบมน พื้นใบสีเขียว ก้านใบกลม แข็ง และสั้น ออกดอกเป็นช่อตั้งขึ้นอยู่ปลายยอด
มีกลิ่นหอม เมื่อดอกใกล้โรยจะมีสีแดง
การปลูก
ให้ปลูกในดินร่วนหรือดินบนทราย ชอบแดดรำไร
น้ำปานกลาง ควรรดด้วยน้ำทุกเช้า–เย็น หากปลูกใส่กระถางก้นตื้น
ปากกว้าง จะแตกหัวใหม่ได้รวดเร็ว
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล
มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยม เมื่อปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เป็นที่เมตตาของผู้คน
และผู้เลี้ยงจะได้รับโชคลาภอยู่เสมอ
กระแจะจันทน์
ชื่อวิทยาศาสตร์
Kaempferia
วงศ์
ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ
-
ชื่ออื่นๆ
-
ลักษณะทั่วไป
เป็นไม้ล้มลุก หัวเป็นแง่ง ลักษณะกลมยาว
ออกติดต่อกันกระจายคล้ายดั่วหวีกล้วยแจกลูกกล้วย เนื้อในของแง่งสีเหลืองอ่อน
มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรงมาก ใบและลำต้นคล้ายเปราะหอม ก้านใบสั้นหรือยาวประมาณ
3-4 ซม. ด้านในเป็นร่องกว้าง ด้านนอกกลมนูน ใบรูปกลมรีแข็งแรงและใหญ่กว่าใบเปราะ
ขนาดกว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-12 ซม. ปลายใบมนแหลม โคนใบมน แผ่นใบอยู่ในลักษณะนอนขนานกับพื้นดิน
ทางด้านบนเส้นกลางใบและเส้นใบเป็นร่อง ด้านล่างนูนเป็นสัน แผ่นใบด้านบนสีเขียวเข้มกว่าด้านล่างขอบใบมีขลิบสีแดงทั้งด้านบนและด้านล่าง
การปลูก
ใช้ดินที่สะอาด จะเป็นดินกลางแจ้ง ดินกลางนา
หรือดินเผาไฟ ได้ทั้งนั้น ผสมอิฐหักทุบละเอียดรวมด้วย หรือไม่ก็เป็นผงถ่านก็ได้
ไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็จะงอกงามดีตามธรรมชาติ หากปลูกลงกระถางให้ใช้กระถางทรงเตี้ยใบใหญ่ใส่ดิน
สามในสี่ของกระถาง เพื่อใบจะได้โผล่ออกมาที่ปากกระถางเสมอกันพอดี
การขยายพันธุ์
โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล
ปลูกไว้เป็นเมตตามหานิยมในการเข้าหาผู้ใหญ่
ให้เกิดความเมตตาสงสารเมื่อไปขอความช่วยเหลือให้ทำการใดๆ และใช้ในการทำเสน่ห์จะมีอานุภาพมากในทางการค้าขาย
นักขายเร่มักพกติดตัวไว้ เพราะเป็นเสน่ห์ทั้งตนเองและสินค้าที่นำไปขาย
เข้าหาใครไม่มีใครรังเกียจ มีแต่ให้การต้อนรับเจรจาความด้วยดีทำให้ขายได้
มีกำไรดี เป็นว่านที่มีกลิ่นหอมแรงมาก จึงนิยมนำว่านนี้มาบดละเอียด
แล้วคลุกเข้าด้วยกันกับแป้งหอมหรือเครื่องหอมต่างๆ เป็นเครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยโบราณ
|