ชื่อวิทยาศาสตร์Cassia Siamea Britt ชื่อวงศ์Leguminosae ชื่อท้องถิ่นลำปางเรียก ขี้เหล็กบ้าน แม่ฮ่องสอนเรียก ผักจี้ลี้ ภาคเหนือเรียก ขี้เหล็กหลวง ภาคกลางเรียก ขี้เหล็กใหญ่ ภาคใต้เรียก ขี้เหล็กจิหรี่ ลักษณะทั่วไปเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีใบประกอบด้วยใบย่อยประมาณ 6–10 คู่ ใบเลี้ยงปลายใบมนหยักเว้าหาเส้นกลางใบเล็กน้อย โคนใบกลม สีเขียวใต้ใบซีดกว่าด้านบน ใบมีขนเล็กน้อย ดอกเป็นดอกช่อใหญ่ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร กลีบดอกสีเหลืองสด ผักแบนหนามีสีน้ำตาลเข้ม สรรพคุณทางยาดอกตูมและใบอ่อน รสขม ช่วยระบายท้อง ดอกตูมทำให้นอนหลับ เจริญอาหาร วิธีนำมาใช้อาการท้องผูก ใช้ใบอ่อนและใบแก่ 4–5 กำมือ ต้มเอาน้ำดื่มก่อนอาหาร หรือเวลามีอาการนอนไม่หลับ กังวลเบื่ออาหาร ใช้ใบแห้งหนัก 30 กรัม หรือใช้ใบสด หนัก 50 กรัม ต้มเอาน้ำรับประทานก่อนนอน หรือใช้ใบอ่อนทำเป็นยาดอกเหล้า โดยใส่เหล้าขาวพอท่วมยา แช่ไว้ 7 วัน เปิดคนทุกวัน แล้วกรองกากยาออกจะได้น้ำยาดองเหล้าขี้เหล็ก ดื่มครั้งละ 1–2 ช้อนชาก่อนนอน ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ใบอ่อนและดอก พบว่า มีสารจำพวก Chromone มีชื่อว่า Barakol ส่วนในใบพบสาร Anthraquinones ออกฤทธิ์เป็นยาระบาย และ พ.ศ.2492 คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ศึกษาโดยใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการกระวนกระวาย นอนไม่หลับ พบว่าสารสกัดจากใบขี้เหล็กด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ระงับประสาทได้ดี ช่วยให้นอนหลับสบาย และระงับอาการตื่นเต้นทางประสาทได้แต่ไม่ใช่ยานอนหลับโดยตรง และไม่พบอาการเป็นพิษ มีความปลอดภัยสูง แกงดอกไม้เหล็กเครื่องปรุง
- ดอกขี้เหล็กต้ม 2 ถ้วยตวง เครื่องปรุงน้ำพริก
- พริกแห้ง 5 เม็ด วิธีทำดอกขี้เหล็กตูม รูดออกจากก้าน ต้องเปลี่ยนน้ำ 2 ครั้งจนหายขม เนื้อวัวทุบแล้วย่างให้สุก หั่นเป็นชิ้นยาวๆ ปลาย่างแกะเอาแต่เนื้อ โขลกรวมกับเครื่องน้ำพริกให้ละเอียด ใส่กระชายโขลกทีหลัง เพื่อไม่ให้น้ำกระเด็น เคี่ยวกะทิข้นให้แตกมัน ใส่น้ำพริกลงละลายพอน้ำแกงเดือดใส่ดอกขี้เหล็กที่ต้ม ใส่เนื้อย่าง เคี่ยวให้เข้าเนื้อ ใส่น้ำปลา พอเดือดใส่หัวกะทิ ทำให้น้ำแกงข้น แล้วยกลงเสิร์ฟ |
|
|